|
Page 2 of 2
ความสำคัญของพระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนาเถรวาท
บทนำที่จัดพิมพ์ในพระไตรปิฎกอักษรโรมัน
ความสำคัญของพระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนาเถรวาท
บทนำที่จัดพิมพ์ในพระไตรปิฎกอักษรโรมัน
โดย พระธรรมปิฎก
(ป. อ. ปยุตฺโต)
คำว่า “พระพุทธศาสนา” ว่าโดยทั่วไป มีความหมายกว้างมาก รวมตั้งแต่หลักธรรม พระสงฆ์ องค์กร สถาบัน กิจการ ไปจนถึงศาสนสถาน และศาสนวัตถุทุกอย่าง แต่ถ้าจะเจาะลงไปให้ถึงความหมายแท้ที่เป็นตัวจริง พระพุทธศาสนาก็มีความหมายตรงไปตรงมาตามคำแปลโดยพยัญชนะของคำว่า “พระพุทธศาสนา” นั้นเองว่า “คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า” นี้คือตัวแท้ตัวจริงของพระพุทธศาสนา สิ่งอื่นนอกจากนี้เป็นส่วนขยายออกหรืองอกขึ้นมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น
เมื่อจับความหมายที่เป็นตัวแท้ได้แล้วก็จะมองเห็นว่า ความดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนา หมายถึงความคงอยู่แห่งคำสอนของพระพุทธเจ้า หากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเลือนลางหายไป แม้จะมีบุคคล กิจการ ศาสนสถาน และศาสนวัตถุใหญ่โตมโหฬารมากมายเท่าใด ก็ไม่อาจถือว่ามีพระพุทธศาสนา แต่ในทางตรงข้ามแม้ว่าสิ่งที่เป็นรูปธรรมภายนอกดังกล่าวจะสูญสลาย ถ้าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ายังดำรงอยู่ คนก็ยังรู้จักพระพุทธศาสนาได้ ด้วยเหตุนี้ การดำรงรักษาพระพุทธศาสนาที่แท้จริง จึงหมายถึงการดำรงรักษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
พระธรรมและพระวินัย : ที่ธำรงสถิตของพระศาสดา
พระพุทธศาสนาหรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น ก็คือพุทธพจน์ หรือคำตรัส หรือพระดำรัสของพระพุทธเจ้านั่นเอง ดังนั้นว่าโดยสาระ การดำรงรักษาพระพุทธศาสนา จึงหมายถึงการดำรงรักษาพระพุทธพจน์
อนึ่ง พระพุทธพจน์นั้น เป็นพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดงธรรม และบัญญัติวินัยไว้ ดังที่ปวงพุทธบริษัททราบดีว่า ธรรมและวินัยที่อยู่ในพระพุทธพจน์นั้นคือองค์ พระศาสดาที่ตรัสสอนพระพุทธศาสนาแทนพระองค์ของพระพุทธเจ้า ตรงตามที่ พระพุทธองค์ตรัสไว้เองว่า
...ดูกรอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายเมื่อเราล่วงลับไป... 
(M 2500/2548 7D.216)
โดยนัยนี้ พระพุทธพจน์ จึงเป็นทั้งพระพุทธศาสนาคือคำตรัสสอนของ พระพุทธเจ้า และที่ธำรงสถิตพระศาสดาโดยทรงไว้และประกาศพระธรรมวินัย แทนพระพุทธองค์
ในเมื่อการดำรงรักษาพระพุทธพจน์เป็นสาระของการดำรงรักษาพระพุทธศาสนาอย่างนี้ จึงถือเป็นความจำเป็นและสำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่จะดำรงรักษา พระพุทธพจน์ ดังนั้น ความพยายามรักษาพระพุทธพจน์จึงมีตลอดมาตั้งแต่พุทธกาล คือตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่
สังคายนา : การรักษาพระพุทธพจน์พระบรมศาสดา
วิธีรักษาพระพุทธพจน์ ก็คือการรวบรวมคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วจัดหมวดหมู่ให้กำหนดจดจำได้ง่าย และซักซ้อมทบทวนกันจนลงตัว แล้วสวดสาธยายพร้อมกันแสดงความยอมรับเป็นแบบแผนเพื่อทรงจำสืบต่อกันมา วิธีการนี้เรียกว่า “สังคายนา” ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่า การสวดพร้อมกัน
การสังคายนานี้ พระสารีบุตรอัครสาวก ได้ทำไว้เป็นแบบอย่างแต่ครั้งพุทธกาลในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า และพร้อมหน้าพระภิกษุสงฆ์ พระสารีบุตรได้ รวบรวมพุทธพจน์มาแสดงโดยจัดลำดับตามจำนวนข้อธรรม ตั้งแต่ธรรมหมวด 1 ถึงธรรมหมวด 10 ดังปรากฏในสังคีติสูตร เมื่อพระสารีบุตรแสดงจบแล้ว พระพุทธเจ้าได้ประทานสาธุการ เป็นการรับรองพุทธพจน์ที่พระสารีบุตรได้รวบรวมมาแสดงนั้น
ปฐมมหาสังคายนาในปีพระพุทธศักราชที่ 1
ต่อมา แทบจะทันทีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว การสังคายนา ครั้งใหญ่อันสำคัญที่สุดก็ได้เกิดขึ้น คือเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 7 วัน พระมหากัสสปเถระได้ชักชวนพระมหาเถระทั้งหลายให้ประชุมทำสังคายนา เมื่อเห็นชอบร่วมกันแล้ว ก็ได้เตรียมการต่างๆ จนพร้อม และได้ประชุมสังคายนาครั้งแรกที่เมืองราชคฤห์เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วเพียง 3 เดือน
วิธีรวบรวมพุทธพจน์ในการประชุมใหญ่ครั้งนี้ คือ พระอรหันตเถระที่ทันเฝ้า ทันฟังพระพุทธเจ้า 500 รูป มาประชุมกัน เมื่อตกลงคัดเลือกได้พระเถระที่ทรง พุทธพจน์แม่นยำเชี่ยวชาญแต่ละด้าน คือด้านวินัย ได้แก่พระอุบาลี และด้านธรรม ได้แก่พระอานนท์ แล้วก็ให้ท่านที่ทรงจำไว้แม่นยำมีความชำนาญนั้นนำพุทธพจน์มาสาธยายแสดงแก่ที่ประชุม โดยประธานที่ประชุมคือพระมหากัสสปะวางแนวการนำเสนอด้วยการซักถามอย่างเป็นลำดับและเป็นหมวดหมู่ คือเป็นระบบ
พุทธพจน์พร้อมทั้งเรื่องราวเกี่ยวข้องแวดล้อมที่นำมาสาธยายนี้ ถ้าเป็นครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ทรงรับรองด้วยพระองค์เอง แต่ในการสังคายนาครั้งที่ 1 เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ก็ต้องอาศัยที่ประชุมพระอรหันตเถระที่ทันเฝ้าทันฟัง พระพุทธเจ้า ซักซ้อมทวนทานกันว่าตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ เมื่อยุติแล้ว ก็สวดพร้อมกันให้เป็นแบบแผนที่จะทรงจำกันต่อมา
การสังคายนา หรือสังคีติครั้งที่ 1 นี้ ย่อมเป็นสังคายนาครั้งสำคัญที่สุด เพราะพุทธพจน์ที่รวบรวมประมวลมาทรงจำเป็นแบบแผน หรือเป็นมาตรฐานไว้ครั้งนี้ มีเท่าใด ก็คือได้เท่านั้น ต่อจากนั้น ก็มีแต่จะต้องทรงจำรักษาพุทธพจน์ที่รวมได้ในสังคายนาครั้งที่ 1 นี้ไว้ให้ถูกต้องแม่นยำ บริสุทธิ์หมดจด และครบถ้วนที่สุด พูดสั้นๆ ว่าบริสุทธิ์บริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ ในเวลาหลังจากนี้ พระเถระผู้รักษาพุทธพจน์จึงเน้นวิธีการรักษาด้วยการสาธยาย และการมอบหมายหน้าที่ในการทรงจำแต่ละหมวดหมู่ เป็นต้น
โดยนัยดังกล่าว การสังคายนาที่มีความหมายเป็นการรวบรวมพุทธพจน์ แท้จริง ก็มีแต่ครั้งที่ 1 นี้ การสังคายนาครั้งต่อๆ มา ก็คือการที่พระเถระผู้ทรงจำรักษา พุทธพจน์ทั้งหลายมาประชุมกันซักซ้อมทวนทานพุทธพจน์ที่รักษาต่อกันมา ตั้งแต่สังคายนาครั้งที่ 1 นั้น ให้คงอยู่บริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุด คือ ครบถ้วนแม่นยำ และไม่มี แปลกปลอม
สังคายนา และ พระไตรปิฎกบาฬี : หลักการสำคัญในพระพุทธศาสนาเถรวาท
พุทธพจน์และเรื่องเกี่ยวข้องที่รักษาโดยทรงจำกันมานั้น ได้จัดวางระบบเป็นหมวดหมู่และมีลำดับที่ลงตัวในรูปที่เรียกว่าพระไตรปิฎก คือ เป็นพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก
เนื่องจากต่อมามีภาระเพิ่มขึ้นในด้านป้องกันคำสอนและการประพฤติปฏิบัติ แปลกปลอม การทรงจำรักษาพุทธพจน์จึงเน้นเพิ่มขึ้นในแง่การนำพุทธพจน์ที่ ทรงจำรักษาไว้นั้นมาเป็นมาตรฐานตรวจสอบคำสอนและการปฏิบัติทั้งหลาย เป็นเหตุให้คำว่าสังคายนามีนัยขยายหรืองอกออกไป คือ ความหมายว่าเป็นการชำระสะสางคำสอนและการปฏิบัติที่แปลกปลอม
ยิ่งกว่านั้น ในกาลนานต่อมา คนบางส่วนยึดเอาความหมายงอกนี้ เป็น ความหมายหลักของการสังคายนา จนถึงกับลืมความหมายที่แท้ของการสังคายนา ไปเลยก็มี จนกระทั่งถึงสมัยปัจจุบันนี้ บางทีบางคนไปไกลมากถึงกับเข้าใจผิดว่า ผู้ประชุมสังคายนามาช่วยกันตรวจสอบคำสอนในพระไตรปิฎกว่ามีทัศนะหรือความคิดเห็นที่ผิดหรือถูก ซึ่งเท่ากับมาวินิจฉัยว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้ผิดหรือถูก ที่นั่นที่นี่ แล้วจะมาปรับแก้กัน แทนที่จะรู้เข้าใจความหมายที่แท้ของการสังคายนาว่ามาตรวจสอบรักษาถ้อยคำข้อความให้คงอยู่เรียบร้อยแม่นยำสมบูรณ์ ฉะนั้นจึงจำเป็นว่าในยุคปัจจุบันนี้ จะต้องย้ำกันให้เข้าใจความหมายที่แท้ของ “สังคายนา” ให้ถูกต้อง ให้แยกได้ว่าความหมายใดเป็นความหมายที่แท้ ความหมายใดเป็นนัยที่งอกออกมา
การสังคายนา หรือสังคีติ ในความหมายแท้ที่เป็นการประชุมกัน ซักซ้อมทบทวนรักษาพุทธพจน์เท่าที่มีมาถึงเราไว้ให้ครบถ้วนแม่นยำบริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุดนี้ มีความ เป็นมาแยกได้เป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกท่องทวนด้วยปากเปล่า เรียกว่า มุขปาฐะ และช่วงหลัง จารึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่า โปตถกาโรปนะ
มุขปาฐะ : ยุคต้น พ.ศ. 460
ช่วงต้น หรือยุคแรก นับแต่พุทธกาลตลอดมาประมาณ 460 ปี พระเถระผู้รักษาพระศาสนาทรงจำพุทธพจน์กันมาด้วยปากเปล่า เรียกว่า มุขปาฐะ แปลง่ายๆ ว่า “ปากบอก” คือ เรียน-ท่อง-บอกต่อด้วยปาก ซึ่งเป็นการรักษาไว้กับตัวคน ในยุคนี้มีข้อดีคือ เนื่องจากพระสงฆ์รู้ตระหนักถึงความสำคัญสูงสุดของการรักษาพุทธพจน์ จึงทำให้มีความไม่ประมาท โดยระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะให้มีการจำพุทธพจน์ไว้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ถือว่าการรักษาพุทธพจน์นี้เป็นกิจสำคัญสูงสุดของการรักษาพระพุทธศาสนา
การรักษาโดยมุขปาฐะ หรือมุขบาฐนี้ ใช้วิธีสาธยาย ซึ่งแยกได้เป็น 4 ระดับ คือ
1) เป็นความรับผิดชอบของสงฆ์หมู่ใหญ่สืบกันมาตามสายอาจารย์ ที่เรียกว่า อาจริยปรัมปรา (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เถรวงส์) โดยพระเถระที่เป็นต้นสาย ตั้งแต่สังคายนาครั้งแรกนั้น เช่น พระอุบาลีเถระ ผู้เชี่ยวชาญด้านพระวินัย ก็มีศิษย์สืบสาย และมอบความรับผิดชอบในการรักษาสั่งสอนอธิบายสืบทอดกันมา
2) เป็นกิจกรรมหลักในวิถีชีวิตของพระสงฆ์ ซึ่งจะต้องเล่าเรียนปริยัติ เพื่อเป็นฐานของการปฏิบัติที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่ปฏิเวธและการเล่าเรียนนั้น จะให้ชำนาญส่วนใด ก็เป็นไปตามอัธยาศัย ดังนั้นจึงเกิดมีคณะพระสงฆ์ที่ คล่องแคล่วเชี่ยวชาญพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกต่างหมวดต่างส่วนกันออกไป เช่น มีพระสงฆ์กลุ่มที่คล่องแคล่วเชี่ยวชาญในทีฆนิกายพร้อมทั้งคำอธิบาย คืออรรถกถาของทีฆนิกายนั้น เรียกว่า “ทีฆภาณกะ” แม้ มัชฌิมภาณกะ สังยุตตภาณกะ อังคุตตรภาณกะ และขุททกภาณกะ เป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน
3) เป็นกิจวัตรของพระภิกษุทั้งหลายแต่ละวัดแต่ละหมู่ที่จะมาประชุมกัน และ กระทำคณสาธยาย คือสวดพุทธพจน์พร้อมๆ กัน (การปฏิบัติอย่างนี้ อาจจะเป็นที่มาของกิจวัตรในการทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น หรือเช้า-ค่ำ อย่างที่รู้จักกันในปัจจุบัน)
4) เป็นกิจวัตร หรือข้อปฏิบัติในชีวิตประจำวันของพระภิกษุแต่ละรูป ดังปรากฏในอรรถกถาเป็นต้นว่า พระภิกษุเมื่อว่างจากกิจอื่น เช่น เมื่ออยู่ผู้เดียวก็นั่งสาธยายพุทธพจน์ เท่ากับว่าการสาธยายพุทธพจน์นี้ เป็นส่วนหนึ่งแห่งการปฏิบัติธรรมของท่าน
สังคายนา และ ไตรสิกขา : พระสงฆ์และการศึกษาพระไตรปิฎก
เนื่องจากพระภิกษุทั้งหลายอยู่กันเป็นชุมชนที่เรียกว่าสังฆะ และมีวินัยกำกับให้ดำเนินชีวิตในวิถีแห่งไตรสิกขา อีกทั้งทุกท่านรู้ตระหนักถึงความสำคัญของ พระพุทธพจน์ที่บรรจุอยู่ในพระไตรปิฎกว่า เป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนาที่จะต้องรักษาไว้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ กิจกรรมในการสาธยายเพื่อความมุ่งหมายในการรักษา พุทธพจน์นั้นก็ดี บรรยากาศแห่งการเล่าเรียน ถ่ายทอดและหาความรู้ความเข้าใจก็ดี การปรึกษาสอบถามเพื่อความชัดเจนในการนำไปปฏิบัติก็ดี ทำให้เกิดมีการรักษาด้วยการทบทวนตรวจสอบกันอยู่เป็นประจำอย่างเป็นปกติตลอดเวลา
ความมั่นใจในความบริสุทธิ์บริบูรณ์นี้ได้รับการย้ำสำทับ เมื่อปรากฏว่า พุทธพจน์เรื่องเดียวกันที่อยู่ในที่ต่างหมวดต่างตอนซ้ำกัน 4-5 แห่ง ในความรับผิดชอบของคณะผู้ชำนาญต่างกลุ่ม โดยทั่วไปยังคงมีถ้อยคำข้อความเหมือนกัน เป็นอย่างเดียวกัน ยืนยันกันเอง แสดงถึงความแม่นยำในการทรงจำและทวนทาน อีกทั้งพระภิกษุ แม้เพียงแต่ละรูปก็สามารถทรงจำพุทธพจน์ไว้ได้มากมาย ดังมีตัวอย่างชัดเจนในปัจจุบัน ที่ประเทศเมียนม่าร์ มีพระภิกษุหลายรูปที่ได้รับสถาปนาเป็นติปิฏกธร ซึ่งแต่ละรูปสามารถทรงจำสาธยายพระไตรปิฎกบาฬีได้ครบถ้วนบริบูรณ์ นับตามจำนวนหน้าพิมพ์แบบปัจจุบันฉบับของไทยกว่า 22,000 หน้า
โปตถกาโรปนะ : ยุคที่สอง, หลัง พ.ศ. 460
ช่วงที่ 2 คือ ระยะที่รักษาพุทธพจน์และเรื่องเกี่ยวข้องในพระไตรปิฎกทั้งหมดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หรือการรักษาไว้กับวัตถุภายนอก เริ่มเมื่อประมาณ พ.ศ. 460 ที่มีการสังคายนาครั้งที่ 4 ณ อาโลกเลณสถาน ในลังกาทวีป
สังคายนาครั้งที่ 4 นี้ เกิดจากเหตุผลที่ปรารภว่า เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสภาพแวดล้อมผันแปรไป เกิดมีภัยที่กระทบต่อการทำหน้าที่สืบต่อทรงจำพุทธพจน์ และคน ต่อไปภายหน้าจะเสื่อมถอยสติ สมาธิ ปัญญา เช่นมีศรัทธาและฉันทะอ่อนลงไป จะไม่สามารถรักษาพุทธพจน์ไว้ด้วยมุขปาฐะ จึงตกลงกันจารึกพระไตรปิฎกลงในใบลาน
ในแง่หนึ่ง การจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรนี้ ดูเหมือนจะมีความแน่นอนและ มั่นคงถาวร คือจะคงอยู่อย่างนั้นๆ จนกว่าวัสดุจะผุสลาย หรือสูญหาย หรือถูกทำลายไป แต่วิธีรักษาแบบนี้มีจุดอ่อนที่ทำให้บุคคลเกิดความประมาท ด้วยวางใจว่ามี พระไตรปิฎกอยู่ในใบลานหรือเล่มหนังสือแล้ว ความเอาใจใส่ที่จะสาธยายทวนทาน หรือแม้แต่เล่าเรียน ก็ย่อหย่อนลงไป หรือถึงกับกลายเป็นความละเลย
อีกประการหนึ่ง การจารึกในสมัยโบราณ ต้องอาศัยการคัดลอกโดยบุคคล ซึ่งเมื่อมีการคัดลอกแต่ละครั้ง จะต้องมีการพลั้งเผลอผิดพลาดตกหล่น ทำให้ตัวอักษร เสียหายเป็นตัวๆ หรือแม้แต่หายไปเป็นบรรทัด ยิ่งบางทีผู้มีหน้าที่รักษา ไม่ถนัดในงานจารเอง ต้องให้ช่างเป็นต้นมาจารให้ บางทีผู้จารไม่รู้ไม่ชำนาญภาษาบาฬีและพุทธพจน์ หรือแม้กระทั่งไม่รู้ไม่เข้าใจเลย ก็ยิ่งเสี่ยงต่อความผิดพลาด อย่างที่ในสังคมไทยโบราณรู้กันดีในเรื่องการคัดลอกตำรายา ดังคำที่พูดกันมาว่า “ลอกสามทีกินตาย”
ด้วยเหตุนี้ การรักษาพระไตรปิฎกในยุคฝากไว้กับวัตถุนอกตัวบุคคลนี้ จึงต้องใช้วิธีทำฉบับใหญ่ของส่วนรวมที่จารึกและทบทวนตรวจทานกันอย่างดีแล้ว รักษาไว้ที่ ศูนย์กลางแห่งหนึ่งเป็นหลักของหมู่คณะ ของสงฆ์ทั้งหมด หรือของประเทศชาติ
ประจวบว่า ในยุคที่รักษาพุทธพจน์เป็นลายลักษณ์อักษรนี้ พระพุทธศาสนาได้เจริญแพร่หลายไปเป็นศาสนาแห่งชาติของหลายประเทศแล้ว แต่ละประเทศจึงมีการสร้างพระไตรปิฎกฉบับที่เป็นหลักของประเทศของตนๆไว้ และดูแลสืบทอดกันมาให้ มั่นใจว่า ยังคงอยู่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ดังเช่นในประเทศไทย ที่มีการสังคายนาในสมัย พระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา และการสังคายนาในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นต้น
แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านล่วงไปเกินพันปี เมื่อนำพระไตรปิฎกที่ประเทศพุทธศาสนาแต่ละประเทศรักษาไว้มาเทียบกัน ก็พูดได้โดยรวมว่า เหมือนกันลงกัน แม้จะมีตัวอักษรที่ผิดแผกแตกต่างกันบ้าง เมื่อเทียบโดยปริมาณทั้งหมดแล้ว ก็นับว่าเล็กน้อยยิ่ง แสดงถึงความถูกต้องแม่นยำในการรักษาที่ทำกันมาด้วยความตั้งใจและตระหนักถึงความสำคัญอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แก่นแท้หรือสาระสุดท้ายของงานนี้ก็คือ การดำรงรักษาพระพุทธพจน์ที่สืบทอดมาถึงเราในรูปของพระไตรปิฎกภาษาบาฬี ไว้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุด คงเดิมตามที่มีการรวบรวมพุทธพจน์ครั้งแรกในการสังคายนาครั้งที่ 1 ให้ผู้อ่านเข้าถึงคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้าโดยตรง โดยไม่มีมติของบุคคลอื่นใดมากีดกั้น แม้แต่ความคิดเห็นของพระธรรมสังคาหกาจารย์ ซึ่งหากจะมี ท่านก็ได้บอกแจ้งหมายแยกไว้ เป็นการเปิดโล่งต่อการใช้ปัญญาของผู้ศึกษาอย่างเต็มที่
ดังได้กล่าวแล้วว่า ตราบใดที่พระไตรปิฎกบาฬียังดำรงอยู่ พระพุทธศาสนาก็ยังดำรงอยู่ และเป็นพระพุทธศาสนาตัวแท้ตัวจริงดั้งเดิม ดังนั้น ตราบใดที่พระไตรปิฎกบาฬียังคงอยู่ คนทั้งหลายก็ยังมีโอกาสรู้จักและได้ประโยชน์แท้ที่ควรจะได้จากพระพุทธศาสนา
ฉัฏฐสังคีติ : พระไตรปิฎกบาฬี ฉบับสังคายนานานาชาติ อักษรพม่า, พ.ศ. 2500
เมื่อการติดต่อสื่อสารคมนาคมในโลกสะดวกมากขึ้นแล้ว ครั้นถึงช่วงระยะครบ 25 ศตวรรษแห่งพระพุทธศาสนา และประเทศพุทธศาสนาต่างก็จัดงานสมโภชเป็นการใหญ่ในประเทศของตน ก็ได้มีการสังคายนาระหว่างชาติขึ้นเป็นครั้งแรก ที่ประเทศ เมียนมาร์ เมื่อ พ.ศ. 2496-2499 ที่พระสงฆ์และนักปราชญ์จากประเทศพุทธศาสนาเถรวาททุกประเทศ และประเทศที่มีการศึกษาพระพุทธศาสนาได้มาประชุมทวนทานพระไตรปิฎกบาฬีของพม่าที่เตรียมไว้ พร้อมทั้งพระไตรปิฎกฉบับอักษรต่างๆของนานาประเทศ เรียกว่า “ฉัฏฐสังคีติ” อันเป็นที่ยอมรับทั่วไปในประเทศพุทธศาสนาทั้งหลาย
อย่างไรก็ดี หลังจากฉัฏฐสังคีติเสร็จสิ้นแล้วไม่นาน ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนทางการเมืองในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นเหตุให้การดูแลรักษาและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับฉัฏฐสังคีติ ไม่ดำเนินมาอย่างราบรื่น จนเกิดมีความเข้าใจสับสนขึ้นระหว่างพระไตรปิฎกฉบับเดิมของพม่าที่ใช้เป็นต้นร่างสำหรับพิจารณาในการสังคายนา กับฉบับที่เป็นผลงานของการสังคายนา
มหาสังคีติ : พระไตรปิฎกบาฬี ฉบับสากล อักษรโรมัน, พ.ศ. 2545
บัดนี้ กองทุนสนทนาธรรมนำสุขฯ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ ได้นำพระไตรปิฎกฉบับฉัฏฐสังคีติที่สอบทานโดยสงฆ์เถรวาทนานาชาตินี้ มาจัดพิมพ์ด้วยอักษรโรมันที่เป็นสากลแก่ผู้อ่านในนานาประเทศ
จากการดำเนินการด้วยความเพียรพยายามอย่างตั้งใจจริง และโดยกระบวนวิธีที่รอบคอบรัดกุม จึงมีรายงานของคณะผู้ทำงานว่า ได้พบพระไตรปิฎกฉบับฉัฏฐสังคีติที่พิมพ์ต่างวาระและสามารถกำหนดแยกได้ระหว่างฉบับต้นร่างกับฉบับที่พิมพ์จากผลงานอันได้ทวนทานแล้ว ตลอดจนรู้เข้าใจฉบับที่พิมพ์ครั้งต่อๆ มาได้ตามเป็นจริง ทำให้ได้ต้นฉบับที่มั่นใจที่สุด กับทั้งยังได้สอบทานกับพระไตรปิฎกฉบับอักษรต่างๆ ของหลายประเทศซ้ำอีกครั้งหนึ่งด้วย เหมือนกับทำให้จุดหมายของฉัฏฐสังคีติบรรลุผลสมบูรณ์
นอกจากนี้ คณะผู้ทำงานได้นำความเจริญด้านอิเล็กทรอนิกส์ของยุคปัจจุบันที่ ล่าสุดมาใช้ประโยชน์ด้วย ทำให้จัดวางระบบการค้นคว้าอ้างอิง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ฐานข้อมูลที่พร้อมอย่างยิ่งสำหรับงานอย่างอื่น เกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้า พระไตรปิฎกที่อาจจะจัดทำต่อไป เช่น การนำข้อมูลลงใน CD-ROM โดยมีโปรแกรมค้นให้สะดวก เป็นต้น
พระไตรปิฎกในโลกปัจุบัน
แม้ว่าอารยธรรมมนุษย์จะเจริญก้าวหน้ามามากมาย ผ่านเวลาหลายพันปี จนถึงบัดนี้ที่เรียกกันว่า ยุคโลกาภิวัตน์ แต่มนุษย์ก็ยังไม่พ้นหรือห่างไกลออกไปเลยจากปัญหาความทุกข์และการเบียดเบียนบีบคั้น ตลอดจนสงคราม มนุษย์หวังจากระบบจริยธรรมของลัทธิศาสนาต่างๆ ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แต่ลัทธิศาสนาโดยทั่วไปจะมอบให้เพียงบทบัญญัติ หรือคำสั่งบังคับต่างๆ ที่มนุษย์ต้องปฏิบัติตามด้วยศรัทธา ให้มนุษย์พ้นจากปัญหาในตัวและปัญหาระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองไปขึ้นต่อการลงโทษและการให้รางวัลจากอำนาจที่เชื่อว่าอยู่เหนือธรรมชาติ
ในเรื่องนี้ พระพุทธศาสนาตามพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกบาฬี มีลักษณะพิเศษที่สอนระบบจริยธรรมแห่งการพัฒนาตัวของมนุษย์เองให้หลุดพ้นจากปัญหาทั้งหลาย สู่ความเป็นอิสระที่แท้จริงโดยไม่ต้องไปขึ้นต่ออำนาจบงการจากภายนอก
มนุษย์ยุคปัจจุบัน ได้เจริญมาถึงขั้นตอนหนึ่งที่ถือได้ว่า เป็นจุดสูงสุดแห่งอารยธรรม และ ณ จุดนี้ อารยธรรมก็ได้นำปัญหาที่เป็นความทุกข์ครบทุกด้าน มามอบให้แก่มนุษย์ กล่าวคือ ปัญหาชีวิต ปัญหาสังคม ที่มาบรรจบถึงความครบถ้วนด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อม
เป็นที่ชัดเจนว่า อารยธรรมที่เจริญมาสูงสุดอย่างนี้ สามารถมอบปัญหาที่เป็นความทุกข์ให้แก่มนุษย์ได้อย่างครบถ้วน แต่ไม่สามารถนำมนุษย์ให้หลุดพ้นจากทุกข์แห่งปัญหาเหล่านั้นได้
มนุษย์จำนวนมากขึ้นๆ ได้เริ่มมองเห็นว่า พระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกเป็นคำตอบสำหรับปัญหาแห่งความทุกข์ทั้งหมดนี้ของมวลมนุษย์
วงในที่สุดคือปัญหาชีวิต และปัญหาชีวิตที่ลึกซึ้งที่สุดคือ ปัญหาความทุกข์ ในจิตใจของมนุษย์ แม้แต่อย่างหยาบที่สุด คือความเครียด ก็เป็นปัญหาหนักยิ่งของมนุษย์ยุคปัจจุบัน พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่เรียกได้ว่าชำนาญพิเศษในการกำจัดปัญหาชีวิตขั้นสุดท้าย คือความทุกข์ในใจนี้ ถึงขั้นที่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติด้วยปัญญา และกำจัดเชื้อแห่งความทุกข์ในใจให้หมดสิ้นไป ทำให้จิตใจเป็นอิสระโล่งโปร่งผ่องใส โดยไม่มีทุกข์เกิดขึ้นอีกเลย
พระไตรปิฎก : แหล่งสำคัญของปัญญาและสันติสุขโลก
จากตัวเองออกมาข้างนอกในวงกว้างออกไป คือ ปัญหาสังคม อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากความสัมพันธ์ที่ผิด ซึ่งกลายเป็นความรุนแรงเบียดเบียนกันระหว่างมนุษย์ ในการแก้ปัญหาระดับนี้ พระพุทธศาสนาก็ปรากฏเด่นตลอดมาในฐานะเป็นศาสนา ที่เผยแพร่โดยไม่ต้องใช้คมดาบ ไม่เคยมีสงครามศาสนา และไม่มีหลักการใดๆ ที่จะนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการรุกรานหรือทำสงครามได้เลย พระพุทธศาสนามีประวัติแห่งความสงบอย่างแท้จริง สอนเมตตาที่เป็นสากล จนนักปราชญ์ยอมรับกันว่า พระพุทธศาสนาเป็นขบวนการสันตินิยมที่แท้แรกสุดของโลก พระไตรปิฎกจึงเป็นแหล่งสำคัญที่สุดที่มนุษย์ผู้ปรารถนาสันติ สามารถเรียนรู้หลักการและวิธีการในการดำรงรักษาสันติภาพให้แก่โลกมนุษย์
วงนอกสุดที่ล้อมรอบตัวมนุษย์และสังคม ก็คือสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย โดยเฉพาะระบบนิเวศ ซึ่งเวลานี้ได้เกิดปัญหาร้ายแรงที่สุด ซึ่งคุกคามต่อความอยู่รอด ของมนุษยชาติ
ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า เกิดจากแนวคิดผิดพลาดที่เป็นฐานของอารยธรรมปัจจุบัน คือ ความคิดความเชื่อที่มองเห็นมนุษย์แยกต่างหากจากธรรมชาติ แล้วให้มนุษย์มีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมชาติ มุ่งจะเอาชนะและมีอำนาจที่จะจัดการกับธรรมชาติ เพื่อสนองความต้องการผลประโยชน์ของมนุษย์ การที่จะแก้ปัญหานี้ได้ มนุษย์ต้องการแนวคิดใหม่มาเป็นฐาน
ในเรื่องนี้ พระพุทธศาสนาสอนทางสายกลางที่ให้รู้ตามเป็นจริงว่า ธรรมชาติเป็นระบบแห่งความสัมพันธ์ของสิ่งทั้งปวง รวมทั้งมนุษย์ด้วย ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่อิงอาศัยเป็นเหตุปัจจัยแก่กัน
มนุษย์เป็นองค์ประกอบพิเศษในระบบความสัมพันธ์นั้น โดยเป็นส่วนที่เรียนรู้ฝึกหัดพัฒนาได้ เมื่อมนุษย์นั้นได้พัฒนาตน ให้มีคุณสมบัติดีงาม ทั้งในด้านพฤติกรรมที่จะเป็นไปในทางเกื้อกูลกัน ในด้านจิตใจให้มีเจตจำนงในทางสร้างสรรค์ และในด้านปัญญาให้เข้าใจถูกต้องถึงระบบความสัมพันธ์ที่อิงอาศัยกันว่าจะต้องให้ระบบสัมพันธ์นั้นดำเนินไปด้วยดีได้อย่างไร
เมื่อมนุษย์ได้พัฒนามีคุณภาพดีแล้ว ก็จะรู้จักดำเนินชีวิต และจัดดำเนินการ ทั้งหลายที่จะเกื้อหนุนให้ระบบความสัมพันธ์แห่งธรรมชาติทั้งปวงนั้นเป็นไปในทางที่สมานเกื้อกูลกันยิ่งขึ้น เป็นทางนำมนุษย์ให้เข้าถึงโลกที่เป็นสุข ไร้การเบียดเบียน
พูดสั้นๆ ว่า พระพุทธศาสนามอบฐานความคิดอย่างใหม่ ที่เปลี่ยนแนวทางการพัฒนามนุษย์ จากการเป็นคู่ปรปักษ์ที่จะชิงชัยกับธรรมชาติ มาสู่ความเป็นองค์ประกอบที่เกื้อกูลต่อระบบแห่งการอยู่ร่วมกันของธรรมชาตินั้น
เมื่อมองเห็นประโยชน์ของพระพุทธศาสนาในการที่จะแก้ปัญหาข้อใหญ่ที่สุดนี้ พระไตรปิฎกก็จะเป็นแหล่งอันอุดมสมบูรณ์ของการศึกษาค้นคว้าเพื่อจุดหมายดังกล่าว
พระไตรปิฎก : พระธรรมทานจากประเทศไทย
หวังว่า พระไตรปิฎกเฉลิมพระเกียรติอักษรโรมัน ฉบับมหาสังคายนาสากล นานาชาติ พ.ศ. 2500 พิมพ์อักษรโรมัน พ.ศ. 2545 ที่กองทุนสนทนาธรรมนำสุข ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ ดำเนินการพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลกนี้ จะเป็นสื่อที่เสมือนพระธรรมทูตผู้จาริกไปกว้างไกล โดยทำหน้าที่แสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามตราบสุดท้าย ตามพระพุทธโอวาทที่ทรงส่งพระสาวกรุ่นแรกไปประกาศพระศาสนา เพื่อให้สัมฤทธิ์จุดหมายแห่งการแผ่ขยายประโยชน์สุขแก่พหูชน คือ ประชาชาวโลกทั้งมวล สืบไป.
พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต)
9 ตุลาคม 2545
|